อุทยานสวรรค์ 115 ปี อ่างทองหนองเจ็ดเส้น เฉลิมพระเกียรติ

January 25, 2012 No comments »

ขอเชิญเที่ยวอุทยานสวรรค์ 115 ปี อ่างทอง หนองเจ็ดเส้น เฉลิมพระเกียรติฯ
อยู่ติดถนนสายเอเชีย-อ่างทอง-นครสวรรค์ ใกล้หลวงปู่ทวดฯ องค์ใหญ่
สำนักงานเกษตรจังหวัดอ่างทอง ขอเชิญเที่ยวอุทยานสวรรค์ 115 ปี อ่างทองหนองเจ็ดเส้น เฉลิมพระเกียรติฯ อยู่ ติดถนนสายเอเชีย-อ่ างทอง-นครสวรรค์ ใกล้หลวงปู่ ทวดองค์ใหญ่ ก่อนเข้าตัวเมือง จังหวัดอ่างทอง ซึ่งขณะนี้ อุทยานสวรรค์115 ปี หนองเจ็ดเส้นเฉลิมพระเกียรติฯ ได้มีการปรับปรุงภูมิทัศน์ โครงการ ซึ่ งมีสำนักงานเกษตรจังหวัดเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก มีภาคเอกชนโดยหอการค้าจังหวัดอ่างทอง และสวนตะนาวะสี ร่วมด าเนินงานในครั้งนี้ โดยแบ่งออกเป็นการจัดแสดง

1. จัดสวนภายในและอาคารแสดงพันธ์ไม้เขตร้อนชื้น พื้นที่ 1,600 ตร.ม. ได้แก่ การจัดแสดงไม้มงคล การแสดงพันธุ์ไม้แปลกและหายาก สวนแนวตั้ง(Vertical Garden) ภายใน พร้อมประติมากรรมแบบลอยตัว สวนแนวตั้ง(Vertical Garden) ภายนอก

2. ลานดอกไม้แฟนตาซี พื้นที่จัดแสดง 20,000 ตร.ม. ซึ่งจัดสวนไม้ดอกหลากสีเป็นรูปนกแก้วมาคอร์

3. สวนบัวนานาชาติและพันธุ์ไม้น้ า พื้นที่จัดแสดง 5,000 ตร.ม.

4. ศิลปะบนผืนน้ า พื้นที่จัดแสดง 2,000 ตร.ม. โดยจัดแสดงพันธุ์ไม้บนทุ่นลอยน้ าเคลื่อนที่ได้

5. อุโมงค์ผักนานาชนิด ความยาว ๘๔ เมตร ซึ่งการเข้าชมในครั้งนี้ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่ เวลา 8.30 – 18.00 น. โดยไม่ เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

น้ำท่วมอ่างทอง วันที่ 16 ก.ย. 54

September 16, 2011 1 comment »

คลิกเพื่อชมภาพใหญ่

สถานการณ์น้ำจังหวัดอ่างทอง ในส่วนอำเภอเมืองนั้นเข้าขั้นวิกฤติ ต้องเฝ้าระวังกันตลอดคืน เพื่อมิให้คันกั้นน้ำพังทลายลงมาอีก ข่าวหลายสำนักก็ต่างสนใจเหตุการณ์เมื่อวานที่เกิดขึ้น มีทั้งภาพและวีดีโอในขณะที่ผู้ปกครอง พาบุตรพลานนี้น้ำออกจาก โรงเรียนอนุบาลวัดอ่างทอง

ขณะนี้ น้ำได้เข้าท่วมบริเวณรอบโรงพยาบาลอ่างทองแล้ว ทางโรงพยาบาลอ่างได้ทำคันดินกั้นน้ำไว้ คาดว่าหากน้ำไม่เพิ่มปริมาณสูงขึ้นก็น่าจะเอาอยู่ แต่หากน้ำเหนือไหลลงมาสมทบเพิ่มขึ้น และไม่สามารถระบายน้ำได้ทัน อาจเป็นไปได้ว่าเมืองอ่างทองจะกลับไปท่วมเหมือนเมื่อครั้งปี 45 อีกครั้งหนึ่ง

ฮือหนีน้ำหน้าศาลากลางจังหวัดอ่างทองทะลัก

September 15, 2011 1 comment »

เวลาประมาณ 15.30 น. ได้มีเหตุการณ์ที่ทำให้ชาวอ่างทองแตกตื่นกัน เนื่องจากได้ทราบข่าวว่าน้ำบริเวณศาลากลาง และโรงเรียนอนุบาลวัดอ่างทอง ได้ล้นเขือน แตกลงมาทำให้น้ำทะลักเข้าท่วม ในบริเวณกว้างอย่างรวดเร็ว ทำให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลอ่างทอง รวมถึงชาวบ้านที่อยู่ระแวกใกล้เคียง อพยพหนีน้ำกันอลม่าน

ซึ่งเมื่อสายข่าวไปถึงจุดเกิดเหตุพบว่า น้ำได้เอ่อล้นแนวกั้น และดันแท่นคอนกรีตจนน้ำทะลักเข้าท่วมบริเวณ วัดอ่างทอง อนุบาลวัดอ่างทอง และศาลากลางจังหวัดอย่างรวดเร็ว ทำให้ชาวบ้านแตกตื่น ขับรถยนต์หนีน้ำกันวุ่นวาย ทำให้รถติดยาวเป็นกิโล ในขณะที่ผู้ปกครองต้องลุยน้ำเข้าไปรับบุตรหลาน ที่เรียนอยู่ รร วัดอ่างทอง ขณะนั้นน้ำสูงเกือบถึงเอวแล้ว

ทางผู้เกี่ยวข้องได้นำรถแบคโฮเข้ามาในพื้นที่พื้นทำแนวกั้นน้ำ คาดว่าหากกันไม่สำเร็จ พรุ่งนี้จะเข้าท่วม สถานีตำรวจภูธรจังหวัดอ่างทอง และบ้านเรือน รวมถึงโรงพยาบาลอ่างทองแน่นอน

วัดต้นสน

July 4, 2009 No comments »

ประวัติความเป็นมาของวัดต้นสน อ.เมือง จ.อ่างทอง

สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ประมาณปีพุทธศักราช 2310 วัดนี้ตามสันนิษฐานสร้างเมื่อตอนปลาย สมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะอุโบสถหลังเก่ามี บัวอ่อน คันทวย แต่ไม่มีจดหมายเหตุบันทึกไว้เป็นหลักฐาน แต่ผู้เฒ่าแก่เล่ากันต่อๆมา และได้ทรุดโทรมมาจนเกือบจะกลายสภาพเป็นวัดร้าง เพราะไม่มีปูชณียวัตถุแต่อย่างใด ต่อมาปีพุทธศักราช 2488 พระราชสุวรรณโมลี อดีตเจ้าคณะจังหวัดอ่างทอง ได้ริเริ่มการก่อสร้างถาวรวัตถุต่างๆขึ้น ซึ่งในขณะนั้นเนื้อที่ของวัดมีเพียง 14 ไร่เศษท่านั้น ต่อมาก็ได้ขอซื้อที่ดินขยายที่ตั้งวัดออกมาเรื่อยๆ ขอซื้อหลายครั้งจนได้เนื้อที่วัดเพิ่มขึ้น ปัจจุบันนี้จึงมีเนื้อที่ทั้งหมด 27 ไร่ 3 งาน 32 ตารางวา

วัดต้นสน ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2485 เขตวิสุงคามสีมากว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตร

ประวัติการสร้างสมเด็จพระศรีเมืองทอง

สมเด็จพระศรีเมืองทอง พระพุทธรูปองค์ใหญ่ หล่อด้วยทองเหลืองทั้งองค์ หน้าตักกว้าง 6 วา 3 ศอก 9 นิ้ว สูง 9 วา 2 ศอก19 นิ้ว ปิดทองคำแท้ทั้งองค์ เป็นที่เคารพนับถือ ของพุทธศาสนิกชนทั่วไป ปูชนีย์วัตถุที่สำคัญของวัด คือพระพุทธรูปปางสะดุ้งมาร ขนาดหน้าตักกว้าง 6 วา 3 ศอก 9 นิ้ว สูง 9 วา 1 ศอก 19 นิ้ว ได้ถวายพระนามว่า สมเด็จพระนะวะโลกุตตะระธัมมะบดีศรีเมืองทอง เรียกโดยย่อว่า สมเด็จพระศรีเมืองทอง หล่อด้วยโลหะทั้งองค์ ลงรักปิดทอง โดยเมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2528 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เสด็จฯแทนพระองค์ประกอบพิธีสมพระเกตุสมเด็จพระศรีเมืองทอง วัดต้นสน

พระราชสุวรรณโมลี เจ้าอาวาสวัดต้นสนองค์เดิม เริ่มสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่อันให้นามว่า สมเด็จพระพุทธนวโลกุตร ธัมมบดีศรีเมืองทอง หรือเรียกโดยย่อว่า สมเด็จพระศรีเมืองทอง เมื่อพ.ศ. 2516 โดยมีพระครูอนุศาสน์โสภณเป็นเลขาช่วยสร้างมาโดยตลอด พระราชสุวรรณโมลีสร้างสมเด็จพระศรีเมืองทองมาได้ถึงพระอุระ (อก) ขององค์พระพุทธรูป ท่านก็ได้มรณภาพลง เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2523 ดังนั้น ท่านพระครูอนุศาสน์โสภณเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันจึงรับช่วง

วัดม่วง

July 1, 2009 No comments »

ประวัติความเป็นมา วัดม่วง

เดิมทีวัดม่วงเป็นวัดร้าง สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ปี พ.ศ. ๒๒๓๐ ณ. แขวงเมืองวิเศษชาญ ซึ่งเคยได้เป็นเมืองหน้าด่าน ที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ กรุงศรีอยุธยาได้เสียกรุงให้แก่พม่า พม่าได้เผาผลาญบ้านเมือง วัดวาอาราม และพระพุทธรูปไปเป็นจำนวนมาก สิ่งที่หลงเหลืออยู่ คือ ซากปรักหักพังของวัดวาอาราม และพระพุทธรูป ที่อยู่บนเนินมีต้นไม้ใหญ่จำนวนมาก

เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ ท่านพระคูวิบูลอาจารคุณ ( หลวงพ่อเกษม อาจารสุโภ ) ได้มาปักกลดธุงดงค์เห็นว่าบริเวณนี้เคยเป็นวัดร้าง จึงน่าปฏิบัติธรรม แต่ขณะปฏิบัติธรรม ได้ปรากฏนิมิต เห็นองค์หลวงปู่ขาว และหลวงปู่แดง มาบอกว่าให้ท่านได้ช่วยก่อสร้างวัดม่วงขึ้นมาใหม่ เพราะท่านพระครู เป็นผู้มีบารมี ที่สามารถจะก่อสร้างบูรณะวัดม่วง ขึ้นมาใหม่ได้ด้วย ผู้ที่เคยอาศัยในสมัยก่อนได้มาเกิด และจะมาช่วยท่านแล้ว และในบริเวณวัดร้างนี้จะมีศิลาขาว และศิลาแดงอยู่ คือ องค์ของหลวงปู่ขาว และหลวงปู่แดง นั้นเอง ซึ่งต่อมาท่านพระครูวิบูลอาจารคุณ ได้มีการปั้นองค์พระครอบศิลาขาว และศิลาแดงไว้ โดยเรียกนามว่า หลวงปู่ขาว และหลวงปู่แดง จนถึงปัจจุบันนี้

ในปีพ.ศ. ๒๕๒๖ ท่านพระครูวิบูลอาจารคุณ ได้มีการเริ่มบูรณะและได้สร้างเสนาสนะต่าง ๆ ขึ้น โดยได้รับการบริจาค ทั้งเงินทำบุญ และทำบุญด้วยแรงงาน ร่วมกันดำเนินงานในการก่อสร้าง

จนกระทั้งวันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๗ กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้มีการประกาศยกฐานะให้วัดม่วง ซึ่งเคยเป็นวัดร้างให้เป็นวัดที่มีพระสงฆ์

เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้มีการแต่งตั้งท่านพระครูวิบูลอาจารคุณเป็นเจ้าอาวาสวัดม่วง ต.หัวตะพาน อ.วิเศษชัยชาญ จ. อ่างทอง

เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ แห่งราชจักรี ได้ทรงพระราชทานวิสุงคามสีมาให้แก่วัดม่วง เป็นต้นมา

ในปีพ.ศ. ๒๕๓๔ ท่านพระวิบูลอาจารคุณ ได้ร่วมพลังจิตอธิฐาน ร่วมกับประชาชนผู้มีจิตศรัทธาทั่วประเทศ ได้สมทบทุนสร้างพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อน้อมถวาย แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ ๙ และราชวงศ์จักรี มีพระนามว่า พระพุทธมหานมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ มีหน้าตักกว้าง ๖๒ ม. สูง ๙๓ ม. มูลค่าในการก่อสร้าง ๑๐๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท ( หนึ่งร้อยหกล้านบาท )

เมื่อวันเสาร์ที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ ( วันแรม ๑ ค่ำา เดือน ๔ ) ปีมะเมีย เวลา ๙.๐๐ น. ได้วางศิลาฤกษ์ โดยสมเด็จพระโฆษาจารย์ วัดสุวรรณดาราม กทม. เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และพระครูวิบูลอาจารคุณ (หลวงพ่อเกษม อาจารสุโภ ) เป็นประธานฝ่ายดำเนินการก่อสร้าง และหาทุน และให้กฤษ์การก่อสร้างได้ดำเนินมา จนสำเร็จใน ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ( วันขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๘ ) รวมเป็นเวลาในการก่อสร้างทั้งสิ้น ๑๖ ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ – ๒๕๕๐

ปัจจุบันวัดม่วงแห่งนี้ มีเนื้อที่ทั้งหมด ๗๒ ไร่ ซึ่งที่ดินดังกล่าว ท่านพระครูวิบูลอาจารคุณ ได้ซื้อรวบรวมได้ก่อนที่ท่านจะมรณภาพ โดยวัตถุประสงค์ เพื่อทำโครงการ ดังต่อไปนี้

  1. สถานที่ศึกษาพระธรรม พระพุทธศาสนา และปฏิบัติธรรม สำหรับ พระภิกษุสงฆ์ และประชาชน
  2. สร้างโรงพยาบาลสงฆ์
  3. ศูนย์จำหน่ายสินค้าศิลปาชีพในโครงการหลวง
  4. แหล่งท่องเที่ยวเชิงพระพุทธศาสนา แก่ชาวไทย และชาวต่างประเทศ

รายนามชื่อเจ้าอาวาส ถึง ปัจจุบัน

ลำดับที่ ๑ พระครูวิบูลอาจารคุณ ( หลวงพ่อเกษม อาจารสุโภ )
ดำรงตำแหน่ง วันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๗
มรณภาพ วันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔
ลำดับที่ ๒ พระใบฎีกาบุญเลิศ ทีปธมโม
ดำรงตำแหน่ง ในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ – ๒๕๔๕
ลำดับที่ ๓ พระปลัดวินัย วินโย
ดำรงตำแหน่ง ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ – ๒๕๔๖
ลำดับที่ ๔ พระอธิการสุธน สุธมโม
ดำรงตำแหน่ง ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ – ปัจจุบัน

วัดม่วง ตั้งอยู่ที่บ้านหัวตะพาน หมู่ที่ ๖ ตำบลหัวตะพาน อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๗ ไร่ ๓๐ ตารางวา อาณาเขตทิศเหนือ ๗๘ เมตร ติดต่อกับที่ดินนายสมพงษ์ เหลืองสีทอง ทิศใต้ยาว ๘๘ เมตร ติดต่อกับที่ดินของนาย ซัน ตะโนรี และนายสมัคร ยิ้มผาสุก ทิศตะวันออกยาว ๑๓๖ เมตร ติดต่อกับที่ดิน นายสมพงษ์ เหลืองสีทอง ทิศตะวันตกยาว ๑๑๐ เมตร ติดต่อกับที่ดินของนางจรูญ ขจรศรี

พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบ มีถนนเข้าถึงวัด อาคารเสนาสนะต่าง ๆ มี ศาลาการเปรียญกว้าง สร้างด้วยไม้ หอสวดมนต์กว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๑๗ เมตร สร้างด้วยคอนกรีต กุฎิสงฆ์ จำนวน ๗ หลัง เป็นอาคารคอนกรีตและไม้

วัดม่วง สร้างขึ้นเป็นวัด นับตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๒๒๓๐ ต่อมาได้กลายสภาพเป็นวัดร้าง ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่ กระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศยกขึ้นเป็นวัดที่มีพระสงฆ์ วันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๗

สิ่งที่น่าสนใจ

หลวงพ่อใหญ่

หลวงพ่อเกษม อาจารสุโภ เป็นผู้วางศิลาฤกษ์ ด้วยตัวของท่านเอง เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2534 และต่อมา วันที่ 2 พฤษภาคม 2534 ได้ทำพิธีตอกลงเข็มเสาเอก หลวงพ่อเกษมเป็นประธานดำเนินการก่อสร้าง ร่วมกับลูกศิษย์และ ประชาชนผู้มีใจบุญทั้งหลาย เข้ามาร่วมกันก่อสร้างองค์พระ

หลวงพ่อเกษมได้ตั้งนามองค์พระเอาไว้ว่า?“พระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ” พระนามนี้หลวงพ่อเกษมตั้งใจสร้างองค์พระนี้ เพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่9 คณะลูกศิษย์หลวงพ่อเกษม ได้พร้อมใจรวมพลัง ช่วยกันสร้างร่วมกับ ประชาชนผู้มีจิตศรัทธาด้วย จนการก่อสร้างองค์พระ ได้เสร็จสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2550 มีระยะเวลาการก่อสร้างรวมประมาณ 16 ปี และวัดหน้าตักองค์พระได้ 63.05 เมตร ความสูงจากฐานองค์พระ ถึงยอดเกศา วัดได้ 95 เมตร ใช้เงินประมาณ 104,261,089.65 บาท

แดนนรก

หลวงพ่อเกษม ท่านได้สร้างแดนนรก ตามพระไตรปิฎก ที่ระบุถึงเรื่อง การสร้างบุญกุศล ก็ได้รับบุญนั้น และการสร้างแต่บาป ก็ต้องได้รับบาปตามสนองนั้น หลวงพ่อเกษมจึงได้ให้ช่างปั้นรูปหุ่น เป็นรูปคนที่มีร่างกายสูงใหญ่ เสื้อผ้าไม่มีนุ่งห่ม มีทั้งเพศชาย เพศหญิง เรียกว่า เปรต นอกจากนั้น ยังมีรูปปั้น ทั้งเพศชาย เพศหญิง ตกอยู่ในกระทะทองแดง ถูกทรมาน ปีนต้นไม้มีหน่ม (เรียกว่าต้นงิ้ว) รูปปั้นร่างกายเป็นคน มีหน้าตาเป็นรูปสัตว์ต่างๆ มีการถูกเฆี่ยนตี และทรมานทารุณ

หลวงพ่อเกษม ท่านต้องการ ให้ผู้มาเที่ยวชมวัดม่วง ได้พิจารณา และนึกถึงหลักธรรม เพื่อให้เกิดสติ พระพุทธเจ้าได้สั่งสอน ถึงการมีกตัญญู รู้คุณคน ไม่เบียดเบียนทั้งคน และสัตว์ให้เกิดทุกข์ เกิดความละโมบ ลุ่มหลงอบายมุข กิเลสตัณหา การไม่จบสิ้นของมนุษย์ เมื่อถึงการอวสานของตัวเอง (ตาย) ถ้าหากได้สร้างบุญไว้ ตายไปก็ได้รับบุญที่สร้างไว้ และสร้างแต่บาป ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ข่มเหงรังแก ใส่ร้ายป้ายสี มัวเมาอบายมุขต่างๆ ฉุดคร่าหญิงอื่นที่ไม่ใช่ภรรยาตน ฯลฯ ทุกสิ่งนั้นนั่นคือ นรก

วิหารแก้ววัดม่วง

หลวงพ่อเกษม อาจารสุโภ กับคุณป้าละม่อม รัตนพราหมณ์ เป็นผู้มีจิตศรัทธาอย่างแรงกล้า ขอจองเป็นเจ้าภาพ สร้างวิหารแก้ว และคณะของคุณอานนท์ สุวรรณปาล พร้อมด้วยคณะลูกศิษย์ของหลวงพ่อเกษม

วิหารแก้วก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น ติดกระจกแก้วภายในและภายนอกทั้งหลัง ได้ก่อสร้างในปี พ.ศ. 2540 ขนาดกว้าง 16 เมตร ยาว 50 เมตร สิ้นงบประมาณในการก่อสร้าง ประมาณ 25,497,789.00 บาท ภายในวิหารแก้ว หลวงพ่อเกษมได้เทหล่อทองเหลือง สร้างรูปเหมือน พระเกจิอาจารย์ดังๆ ทั่วประเทศ จำนวน 50 องค์ ประดิษฐานรอบในวิหารแก้ว

พระอุโบสถ กลางดอกบัว

การเดินทาง

วัดม่วง ตั้งอยู่หมู่ที่ ๖ ตำบลหัวตะพาน อยู่ห่างจากอำเภอเมือง ประมาณ ๘ กิโลเมตร ไปตามเส้นทางสายอ่างทอง-วิเศษชัยชาญ (ทางหลวงหมายเลข ๓๑๙๕) กิโลเมตรที่ ๒๙ เข้าไป ๑ กิโลเมตร วัดจะอยู่ทางซ้ายมือ ภายในวัดมีสถานที่สำคัญหลายแห่ง เช่น พระอุโบสถ ล้อมรอบด้วยกลีบบัวสีชมพู ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก วิหารแก้ว ชั้นล่าง เป็นพิพิธภัณฑ์วัตถุมงคลและวัตถุโบราณ เปิดเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ๐๙.๐๐-๑๗.๐๐ น. ภายในมีรูปปั้นเกจิอาจารย์ชื่อดังทั่วประเทศ ชั้นบน ประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ เนื้อเงินแท้ องค์แรกองค์เดียวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สร้างขึ้นเพื่อเป็นเฉลิมพระเกียรติ ในวโรกาสที่ครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี บริเวณวัดมีรูปปั้นแสดง แดนนรก แดนสวรรค์ แดนเทพเจ้าไทย และแดนเทพเจ้าจีน ซึ่งมีรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมขนาดใหญ่ มีรูปปั้นแสดงเหตุการณ์ ในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสงครามไทย-พม่า ที่เมืองวิเศษชัยชาญ ด้านหลังมีวังมัจฉา และสามารถ หาซื้อผลิตภัณฑ์ของดีเมืองอ่างทองได้

รถยนต์ส่วนตัว